การประกอบอาชีพ
คือการทำมาหากินของมนุษย์ เป็นการแบ่งหน้าที การทำงานของคนในสังคม และทำให้ดำรงชีวิตในสังคมได้
บุคคลที่ประกอบอาชีพจะได้ค่าตอบแทน
หรือรายได้ทีจะนำไปใช้จ่ายในการดำรงชีวิต และสร้างมาตรฐานทีดีให้แก่ครอบครัว ชุมชน
และประเทศชาติ
ความจำเป็นของการประกอบอาชีพมี
ดังนี้
1. เพื่อตนเอง
การประกอบอาชีพทำให้มีรายได้มาจับจ่ายใช้สอยในชีวิต
2. เพื่อ ครอบครัว ทำให้สมาชิกของครอบครัวได้รับการเลี้ยงดูทำให้มีคุณภาพชีวิตทีดีขึ้น
3. เพื่อ ชุมชน ถ้าสมาชิกในชุมชนมีอาชีพและมีรายได้ดีจะส่งผลให้สมาชิกมีความเป็นอยู่ดีขึ้น
อยู่ดีกินดี ส่งผลให้ชุมชนเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและพัฒนาตนเองได้
4. เพื่อประเทศชาติ
เพื่อประชากรของประเทศมีการประกอบอาชีพทีดี มีรายได้ดี ทำให้มี
รายได้ทีเสียภาษีให้กับรัฐบาลมีรายได้ไปใช้บริหารประเทศต่อไป
ดังนั้น การวางแผนการประกอบอาชีพ
จึงเป็นการกำหนดทิศทาง ขอบเขต วัตถุประสงค์
เป้าหมายและวิธีการประกอบอาชีพ
โดยมีกระบวนการที่ชัดเจนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
และความต้องการด้านอาชีพของตนเอง
การประกอบอาชีพมีหลายรูปแบบ หลายวิธีการ หลากหลาย
แนวทางที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในอาชีพนั้นๆ
การวางแผนการประกอบอาชีพ
ก็เหมือนกับ เสาไฟทีให้แสงสว่างตามท้องถนนทีผ่านไปมา
เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการเดินทางตลอดเส้นทางนั้น
การวางแผนการประกอบอาชีพจึงเป็นเรื่องที่
สำคัญยิ่ง
การจะประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพได้
ก็ขึ้นอยู่กับการวางแผนการประกอบอาชีพ
ทีถูกต้อง และการที่จะวางแผนการประกอบอาชีพ
ควรจะต้องศึกษา ดังนี้
1.
การรู้จักตนเอง
2.
การศึกษาการประกอบอาชีพ
3.
การตัดสินใจ
การประกอบอาชีพ
สามารถแบ่งออกเป็น
2 ประเภท คือ
1. การประกอบอาชีพอิสระ
มีลักษณะเป็นเจ้าของกิจการ ดำเนินการบริหารจัดการด้วยตนเอง
ในรูปของกลุ่มอาชีพ
ห้างหุ้นส่วน บริษัท ฯลฯ การประกอบการหรือเจ้าของต้องมีความตั้งใจ อดทน
ทุ่มเท ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค
เพื่อให้กิจการดำเนินไปจนเกิดความมั่นคงประสบความสำเร็จ การประกอบ
อาชีพอิสระยังสามารถแบ่งเป็น
1.1 อาชีพอิสระด้านการผลิต
ผู้ประกอบอาชีพต้องมีกระบวนการ หรือขั้นตอนการผลิตหรือ
การแปรรูปสินค้าออกไปจำหน่ายในท้องตลาด
ในลักษณะขายส่งหรือขายปลีก เช่น การทำอาหาร การทำ
สวนผลไม้ การเลี้ยงปลา
ฯลฯ
1.2 อาชีพอิสระด้านการให้บริการ
เป็นอาชีพที่นิยมกันอย่างแพร่หลายตามสภาพแวดล้อม
และวิถีชีวิต ทำให้คนทีมีเวลาว่างน้อยหันมาพึงเทคโนโลยีประกอบกับการประกอบอาชีพงานการ
ให้บริการมีความเสี่ยงน้อย
การลงทุนต่ำ การประกอบอาชีพด้านนี้ปัจจุบันจึงแพร่หลาย เช่น บริการทำ
การประกอบอาชีพรับจ้าง
เป็นการประกอบอาชีพโดยไม่ได้เป็นผู้ประกอบการ แต่ต้อง
ทำงานตามที่เจ้านายมอบหมาย
ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงิน อาหารที่พักอาศัย และสิ่งจำเป็นอื่น ๆ ปัจจุบัน
สังคมไทยส่วนใหญ่นิยมเป็นลูกจ้าง
เนืองจากความรับผิดชอบมีจำกัดไม่เสียงกับผลกำไรขาดทุน ซึงอาจ
ทำงานในสถานประกอบการขนาดใหญ่
หรือขนาดเล็ก หรือเป็นธุรกิจการผลิตหรือการบริการ เช่น
โรงงานพนักงานขาย
พนักงานบริษัท พนักงานธนาคาร พนักงานบัญชี เป็นต้น
การประกอบอาชีพของบุคคลทุกคน
ย่อมมุ่งหวังให้ตนเองประสบความสำเร็จในอาชีพ หน้าที
การงานทั้งนัน
และแนวทาง วิธีการที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ สามารถยึดเป็นหลักการ แนวทางในการ
ประกอบอาชีพได้ทุกอาชีพ
คือหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
การประกอบอาชีพตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ควรยึดหลักในการปฏิบัติตน
ดังนี้
1. ยึดความประหยัด
ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟ่มุ เฟือยในการดำรงชีวิตอย่าง
จริงจัง ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9)
ว่า “ความ
เป็นอยู่ทีต้องไม่ฟ้งุเฟ้อ
ต้องประหยัดไปในทางทีถูกต้อง” ปฏิบัติได้ด้วยวิธีจดบันทึกหรือทำบัญชี
ครัวเรือน
1. ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง สุจริต แม้จะตกอยู่ในภาวะขาดแคลนในการดำรงชีพ
ก็ตาม ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่9) ทีว่า “ความ
เจริญของคนทั้งหลายย่อมเกิดมาจากการประพฤติชอบและการหาเลี้ยงชีพของตนเป็นหลักสำคัญ”
1. ละเลิกการแก่งแย่งประโยชน์
และแข่งขันกันในทางการค้าขายประกอบอาชีพแบบต่อสู้กัน
อย่างรุนแรงดังอดีต
ซึ่งมีพระราชดำรัสเรื่องนีว่า “ความสุขความเจริญอันแท้จริงนั้น หมายถึง ความสุข
ความเจริญทีบุคคลแสวงหามาได้ด้วยความเป็นธรรมทังในเจตนา
และการกระทำ ไม่ใช่ได้มาด้วยความ
บังเอิญ หรือด้วยการแก่งแย่งเบียดบังมาจากผู้อื่น”
2. ใฝ่ หาความรู้
ไม่หยุดนิงทีจะหาทางในชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยากครั้งนี้
โดยต้องขวนขวายใฝ่ หาความรู้ให้เกิดมีรายได้เพิ่มพูนขึ้นจนถึงขันพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ
พระราชดำรัส
ตอนหนึงทีให้ความชัดเจนว่า “การทีต้องการให้ทุกคนพยายามที จะหาความรู้ และสร้างตนเองให้มันคงนี้
เพื่อตนเอง เพื่อทีจะให้ตัวเองมีความเป็นอยู่ทกก้าวหน้าทีมีความสุข
พอมีพอกินเป็นขั้นหนึ่ง และขันต่อไป
ก็คือ ให้มีเกียรติว่ายืนได้ด้วยตัวเอง”
1. ปฏิบัติตนในแนวทางทีดี
ลดละสิ่งยั่ว กิเลสให้หมดสินไป ทั้งนี้ด้วยสังคมไทยทีล่มสลายลงใน
ครั้งนี้ เพราะยังมีบุคคลจำนวนมิใช่น้อยทีดำเนินการโดยปราศจากละอายต่อแผ่นดิน
พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราโชวาทว่า “พยายามไม่ก่อความชั้ว ให้เป็นเครื่องทำลายตัวทำลาย
ผู้อื่น พยายามลดพยายามละความชั้ว
ที่ตัวเองมีอยู่ พยายามก่อความดีให้แก่ตัวอยู่เสมอ พยายามรักษา และ
เพมิ พูนความดีทีมีอยู่นั้นให้งอกงามสมบูรณ์ขึ้น” ทรงยำเน้นว่าคำสำคัญทีสุด คือ คำว่า “พอ” ต้องสร้าง
ความพอทีสมเหตุสมผลให้กับตัวเองให้ได้และเราก็จะพบกับความสุข
หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
สามารถนำมาเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพได้ทุกอาชีพ
เช่น
อาชีพเกษตรกรรม อาชีพธุรกิจ ฯลฯ__
เศรษฐกิจพอเพียงกับอาชีพเกษตรกรรม
อาชีพเกษตรกรรม
ถือว่าเป็นอาชีพหลักและเป็นอาชีพสำคัญของประเทศ ประชากรของไทย
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ยังประกอบอาชีพนี้อยู่ อาชีพเกษตรกรรมเกี่ยวข้องกับการผลิต และการจัดจำหน่าย
สินค้าและบริการทางด้านการเกษตร
ผลผลิตทางการเกษตรนอกจากใช้ในการบริโภคแล้วยังใช้เป็น
วัตถุดิบในการผลิตทางอุตสาหกรรมอีกด้วย
ได้แก่ การทำนา การทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ พระบาท
สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่9)ได้พระราชทานพระราชดำริฯ ให้เกษตรกรซึงเป็นคน
ส่วนใหญ่ของประเทศมีความแข็งแรงพอก่อนทจะไปผลิตเพื่อการค้าหรือเชิงพาณิชย์
โดยยึดหลักการ
“ทฤษฎี
ใหม่” 3 ขั้น คือ
ขั้นที่ มีความพอเพียง เลี้ยงตัวเองได้บนพื้นฐานของความประหยัดและขจัดการใช้จ่าย
ขั้นที รวมพลังกันในรูปกลุ่ม เพื่อการผลิต
การตลาด การจัดการ รวมทังด้านสวัสดิการ
การศึกษา การพัฒนาสังคม
ขั้นที่ สร้างเครือข่าย กลุ่มอาชีพและขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจทีหลากหลาย
โดยประสาน
ความร่วมมือกับภาคธุรกิจ
ภาคองค์กรพัฒนาเอกชน และภาคราชการในด้านเงินทุน การตลาด การผลิต
การจัดการและข่าวสารข้อมูล
ทฤษฎีใหม่เป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
(รัชกาลที่ 9)
เกี่ยวกับการจัดพื้นทีดินเพื่อการอยู่อาศัยและมีชีวิตอย่างยังยืน โดยมีแบ่งพื้นที่เป็นส่วน
ๆ
ได้แก่ พื้นที่น้ำ
พื้นที่ดินเพื่อเป็นที่นาปลูก ข้าว พื้นทีดินสำหรับปลูก พืชไร่นานาพันธุ์ และทีสำหรับอยู่
อาศัย/เลี้ยงสัตว์ ในอัตราส่วน 3 : 3 : 3 : 1 เป็นหลักการในการบริหารการจัดการทีดินและน้ำ
เพื่อ
การเกษตรในทีดินขนาดเล็ก
ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนี้
1. มีการบริหารและจัดแบ่งทีดินแปลงเล็ก
ออกเป็นสัดส่วนทีชัดเจน เพื่อประโยชน์สูงสุดของ
เกษตรกร ซึงไม่เคยมีใครคิดมาก่อน
. มีการคำนวณโดยหลักวิชาการ
เกี่ยวกับปริมาณน้ำที่จะกักเก็บให้พอเพียง ต่อการเพาะปลูกได้
ตลอดปี
. มีการวางแผนทีสมบูรณ์แบบ
สำหรับเกษตรกรรายย่อย ขันตอน เพื่อให้พอเพียงสำหรับเลียง
ตนเองและเพื่อเป็นรายได้
ขั้นที่ ทฤษฎีใหม่ขันต้น สถานะพื้นฐานของเกษตรกร คือ มีพื้นน้อย
ค่อนข้างยากจน อยู่ในเขต
เกษตรนำฝนเป็นหลัก
โดยในขันที นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสถียรภาพของการผลิต
เสถียรภาพด้าน
อาหารประจำวัน
ความมันคงของรายได้ ความมัน คงของชีวิต และความมัน คงของชุมชนชนบท
เป็นเศรษฐกิจพึงตนเองมากขึ้น
มีการจัดสรรพื้นทีทำกินและทีอยู่อาศัย ให้แบ่งพื้นที ออกเป็น ส่วน
ตามอัตราส่วน 30 : 30 : 30
: 10 ซึงหมายถึง พื้นทีส่วนที่หนึ่งประมาณ % ให้ขุดสระเก็บกักนำ
เพื่อใช้เก็บ
กักนำฝนในฤดูฝนและใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง
ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ำและพืชน้ำต่าง ๆ (สามารถ
เลียงปลา ปลูก
พืชนำ เช่น ผักบุ้ง ผักกะเฉดฯ ได้ด้วย) พื้นทีส่วนทีสองประมาณ
% ให้ปลูก ข้าวในฤดูฝน
25
เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันในครัวเรือนให้เพียงพอตลอดปี
เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึงตนเองได้
พื้นที่ส่วนทีสามประมาณ% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็น
อาหารประจำวัน
หากเหลือบริโภคก็นำไปจำหน่าย และพื้นทีส่วนทีสีประมาณ % ใช้เป็นทีอยู่อาศัย
เลี้ยงสัตว์ และโรงเรือนอื่น
ๆ
(ถนน คันดิน กองฟาง ลานตาก กองปุ๋ยหมัก โรงเรือน โรงเพาะเห็ด คอกสัตว์
ไม้ดอกไม้ประดับ
พืชผักสวนครัวหลังบ้าน เป็นต้น)
ทฤษฎีใหม่ขันก้าวหน้า
เมือเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ลงมือปฏิบัติตามขันทีหนึ่งในทีดิน
ของตนเป็นระยะเวลาพอสมควรจนได้ผลแล้ว
เกษตรกรก็จะพัฒนาตนเองจากขัน “พออยู่พอกิน” ไปสู่ขัน
“พอมีอันจะกิน”
เพื่อให้มีผลสมบูรณ์ยิง ขึ้น จึงควรทีจะต้องดำเนินการตามขันทีสองและขันทีสามต่อไป
ตามลำดับ (มูลนิธิชัยพัฒนา, )
ขั้นที่ ทฤษฎีใหม่ขันกลาง
เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบัติในทีดินของตนจน
ได้ผลแล้ว ก็ต้องเริมขันทีสอง
คือ ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่ม หรือ สหกรณ์ ร่วมแรง ร่วมใจกัน
ดำเนินการในด้าน
(1) การผลิต เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิตโดยเริมตังแต่
ขันเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช ปุ๋ย
การหานำ และอื่น
ๆ เพื่อการเพาะปลูก
(2) การตลาด เมือมีผลผลิตแล้ว
จะต้องเตรียมการต่าง ๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์
สูงสุด เช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน
การจัดหายุ้งรวบรวมข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้าว ตลอดจนการ
รวมกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดี
และลดค่าใช้จ่ายลงด้วย
(3) ความเป็นอยู่
ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ทีดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพื้นฐาน
ในการดำรงชีวิต
เช่น อาหารการกินต่าง ๆ กะปิ นำปลา เสือผ้า ทีพอเพียง
(4) สวัสดิการ แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิการและบริการทีจำเป็น
เช่น มีสถานีอนามัยเมื่อยามป่วย
ไข้ หรือมีกองทุนไว้ให้กู้ยืมเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่าง
ๆ
(5) การศึกษา มีโรงเรียนและชุมชนมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา
เช่น มีกองทุนเพื่อ
การศึกษาเล่าเรียนให้แก่เยาวชนของชุมชนเอง
(6) สังคมและศาสนา
ชุมชนควรเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที
ยึดเหนียว
กิจกรรมทังหมดดังกล่าวข้างต้น
จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าส่วน
ราชการ องค์กรเอกชน
ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนั้นเป็นสำคัญ
ขนที ทฤษฎีใหม่ขันก้าวหน้า เมือดำเนินการผ่านพ้นขันทีสองแล้ว
เกษตรกรจะมีรายได้ดีขึ้น
ฐานะมันคงขึ้น
เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ขันทีสามต่อไป คือ ติดต่อ
ประสานงานเพื่อจัดหาทุน
หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัทห้างร้านเอกชน มาช่วยในการทำธุรกิจ
การลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต
ทั้งนี้ ทังฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคารกับบริษัท จะได้รับประโยชน์
ร่วมกัน กล่าวคือ
26
(1) เกษตรกรขายข้าวได้ในราคาสูง
(ไม่ถูกกดราคา)
(2) ธนาคารกับบริษัทสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาตํา
(ซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรมาสีเอง)
(3) เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่ำ
เพราะรวมกันซื้อเป็นจำนวนมาก
(เป็นร้านสหกรณ์ซื้อในราคาขายส่ง)
(4) ธนาคารกับบริษัทจะสามารถกระจายบุคลากร
(เพื่อไปดำเนินการในกิจกรรมต่าง ๆ ให้
เกิดผลดียิง ขึ้น)
ในปัจจุบันนี้ได้มีการนำเอาเกษตรทฤษฎีใหม่ไปทำการทดลองขยายผล
ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนา
และโครงการอันเนืองมาจากพระราชดำริ
รวมทังกรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการจัดทำแปลงสาธิต
จำนวน แห่ง กระจายอยู่ทั้ว ประเทศ นอกจากนี้ กรมพัฒนาชุมชน
กระทรวงมหาดไทย กระทรวง
เกษตรและสหกรณ์
กองบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพภาค กระทรวงกลาโหม และกระทรวงศึกษาธิการ
ได้มีการดำเนินงานใหม่การนำเอาทฤษฎีใหม่นี้ไปใช้อย่างกว้างขว้างขึ้น
แผนภาพ จำลองการจัดสัดส่วนพื้นทีตามแนวทฤษฎีใหม่
ระบบการจัดการพื้นที
1. สระนำ ขนาดประมาณ
ไร่ ไว้เก็บกักนำและเลียงปลาไว้บริโภค
2. นาข้าว ประมาณ
ไร่ ปลูกข้าวไว้บริโภค และปลูก พืชผักหมุนเวียนตามฤดูกาล
3. ไม้ผลทีเหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศ
ประมาณ ไร่ ควรเป็นแบบผสมผสาน และพึ่งพาอาศัย
กันเป็นชัน ๆ เช่น
- ไม้ผลหรือไม้ใช้สอยขนาดใหญ่
ต้นสูง เช่น สะตอ, มังคุด ฯลฯ
- ไม้ผลพุ่มขนาดกลาง
เช่น มะม่วง ลำไย ขนุน ชมพู่ ส้ม โอ ฯลฯ
- ไม้ผลพุ่มเตี้ย
เช่น มะนาว ส้มเขียวหวาน ส้มจิด ฯลฯ
- ไม้ผลและพืชผักขนาดเล็ก
เช่น มะเขือ พริก กระเพรา ผักหวาน ฯลฯ
- ผักสวนครัว เช่น
ตะไคร้ และพืชผัก ฯลฯ
- ผักประเภทเถา เกาะต้นไม้ใหญ่
เช่น ตำลึง, ฟัก, บวบ, ถัว ชนิดต่างๆ, พริกไทย ฯลฯ
27
- ผักเลื้อยกินหัว
เช่น มัน ขิง ข่า
4. ทีอยู่อาศัยตามสภาพ
คอกปศุสัตว์ และพืชผักสวนครัวทีต้องการแสงแดด และแปลงปุ๋ยหมัก
(หากไม่ใช่มุสลิม
แนะนำให้เลี้ยงหมูหลุม) ใช้เนื้อทีประมาณ ไร่ จัดระบบภูมิศาสตร์ และ
สิงแวดล้อมทีดี
5. แนวรัวควรเป็นพืชสวนครัวรัวกินได้
เช่น หากมีเสารัวควรปลูกแก้วมังกร ระหว่างเสารัว
ควรเป็นผักหวาน, ชะอม, ต้นแค, มะละกอ ฯลฯ
6. รอบ ๆ ขอบสระนำ
ปลูกพืชผักได้ตามสภาพ เช่น กล้วย, อ้อย, มะรุม, แค ส่วนของสระด้านใน
ควรปลูก หญ้าแฝกกันการพังทลายของดินลงสระ
หมายเหตุ การออกแบบวางผัง
ควรคำนึงถึงสภาพพื้น ทีของแต่ละรายตามสภาพจริง
เศรษฐกิจพอเพียงกับอาชีพธุรกิจ
ธุรกิจทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นธุรกิจประเภทการผลิต
การค้า หรือบริการ ล้วนแต่มีความสำคัญ
อย่างยิงต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม
เนืองจากผลประกอบการทางธุรกิจมีอิทธิพลต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจ
และความเจริญเติบโตของประเทศ
การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยทีผ่านมามีเป้ าหมายการเจริญเติบโต
ทางเศรษฐกิจด้วยระบบทุนนิยมที่กระตุ้นให้คนบริโภคตลอดเวลาและมากยิงขึ้น
เพื่อผลตอบแทนสูงสุด
โดยไม่คำนึงถึงวิธีการอันชอบธรรมการขยายตัวของผลผลิตมุ่งการพึงพาอุปสงค์
เทคโนโลยี และทุนจาก
ต่างประเทศ ทำให้ความสามารถในการพึงพาตนเองต่ำลง
องค์กรธุรกิจถูกครอบงำความคิดจากกระแส
โลกาภิวัตน์ด้านลบ
ส่งผลกระทบต่อค่านิยมและทัศนคติทีเน้นความรำรวยและความสะดวกสบายเป็น
เป้าหมาย เห็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม
และขาดจิตสำนึกต่อสาธารณะ องค์กรธุรกิจต้องเผชิญ
กับความเสียงภายใต้เงือนไขในระบบเศรษฐกิจโลกทีมีความสลับซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน
ดังนั้น การปรับตัวต่อกระแสโลกาภิวัตน์
จึงจำเป็นต้องอาศัยการเรียนรู้และการยืนหยัดอยู่บน
พื้นฐานของการพึงพาตนเองตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
เพื่อสร้างศักยภาพการดำเนินธุรกิจ
เพมิ ขีดความสามารถในการแข่งขัน
และสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากสภาพแวดล้อมภายนอก ในบริบท
ของความเชื้อมันต่อการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในองค์กรจากประเด็นต่างๆ
ได้แก่
เศรษฐกิจพอเพียงใช้ได้ผลดีเฉพาะในภาคเกษตร
เศรษฐกิจพอเพียงคือการประหยัดและไม่เป็นหนี้
การแสวงหากำไรขัดกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไม่เหมาะสมกับ
ธุรกิจในยุคโลกาภิวัตน์
เมือพิจารณาจากแนวคิด หลักการ และองค์ประกอบต่างๆ ของปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง
สามารถอธิบายในประเด็นดังกล่าว ดังนี้
เนืองจากปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้นำไปประยุกต์ใช้กับภาคเกษตรในระยะแรก
เพราะมี
ความขัดสนสูงกว่าภาคอื่นๆ
ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า เศรษฐกิจพอเพียงใช้ได้ผลดีเฉพาะภาคเกษตร
เท่านั้น ซึง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุ) ได้อธิบายว่า “เศรษฐกิจพอเพียงมิได้จำกัดเฉพาะของ
เกษตรกรหรือชาวไร่ชาวนาเพียงเท่านั้น
แต่เป็นเศรษฐกิจของทุกคนทุกอาชีพ ทังทอยู่ในเมืองและอยู่ใน
28
ชนบท เช่น ผู้ทีเป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมและบริษัทในระบบเศรษฐกิจพอเพียง
ถ้าจะต้องขยาย
กิจการเพราะความเจริญเติบโตของเนื้องาน
โดยอาศัยการขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือหากจะกู้ยืมก็
กระทำตามความเหมาะสม
ไม่ใช่กู้มาลงทุนจนเกินตัวจนไม่เหลือทีมัน ให้ยืนอยู่ได้ ต้องรู้จักใช้จ่าย ไม่
ฟุ่มเฟือยเกินตัว” อย่างไรก็ตาม เมือพิจารณาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทังในด้าน
องค์ประกอบและเงือนไข
จะเห็นได้ว่า หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำไปใช้ได้ในทุก
ระดับและประกอบอาชีพได้ในทุกสาขาไม่จำกัดเฉพาะภาคเกษตร
การประยุกต์ใช้กับภาคธุรกิจและภาค
เศรษฐกิจอื่นๆ
มีความสำคัญมาก เนืองจากแนวโน้มสังคมไทยเป็นสังคมเมืองมากขึ้น และการผลิตของภาค
ธุรกิจมีสัดส่วนสูงมาก
หากภาคธุรกิจไม่ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางแล้ว ยากทีจะเกิด
ความพอเพียง (ณัฏฐพงศ์ ทองภักดี, 2550: 18)
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำทางการบริหารธุรกิจ
โดยไม่ปฏิเสธระบบการตลาด
แต่เป็นเครื่องชีนำการทำงานของกลไกตลาดให้มีเสถียรภาพดีขึ้น
และไม่ขัดกับหลักการแสวงหากำไร จึง
ไม่จำเป็นต้องลดกำไรหรือลดกำลังการผลิตลง
แต่การได้มาซึงกำไรของธุรกิจ ต้องอยู่บนพื้นฐานของการ
ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น
หรือแสวงหาผลกำไรเกินควรจากการเบียดเบียนประโยชน์ของสังคม ตลอดจน
ต้องคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรในธุรกิจอย่าง
ประหยัดและมีคุณภาพ ดังพระราชดำรัสเนืองในวันเฉลิม
พระชนมพรรษาวันที 4 ธันวาคม 2550 ความว่า (พิพัฒน์
ยอดพฤติการ, 2551ก: 2)
“ในเรืองเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร
ไม่ใช่เพียงพอ ไม่ได้หมายความว่า ให้ทำกำไรเล็กๆ น้อยๆ
เท่านั้นเอง ทำกำไรก็ทำ
ถ้าเราทำกำไรได้ดี มันก็ดี แต่ว่าขอให้มันพอเพียง ถ้าท่านเอากำไรหน้าเลือดมาก
เกินไป มันไม่ใช่พอเพียง
นักเศรษฐกิจเขาว่าพระเจ้าอยู่หัว คิดอะไรแปลกๆ ก็แปลกสิ ขายไม่ให้ได้กำไร
ซืออะไรไม่ขาดทุน
เป็นเศรษฐกิจพอเพียง คือไม่ต้องหน้าเลือด แล้วไม่ใช่จะมีกำไรมากเกินไป หรือน้อย
เกินไป ให้พอเพียง
ไม่ใช่เรืองของการค้าเท่านั้นเอง เป็นเรื่องของการพอเหมาะพอดี”
นอกจากนี้ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ปฏิเสธการเป็นหนีหรือการกู้ยืมเงินเพื่อการลงทุน
ในภาคธุรกิจ โดยยังคงมุ่งสร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดในการผลิต
เพื่อความก้าวหน้าของ
องค์กร แต่เน้นการบริหารความเสียงต่ำ
กล่าวคือ การกู้ยืมเงินเพื่อลงทุนทางธุรกิจ จะต้องมีการวิเคราะห์
และประเมินความเสียงทีจะกระทบต่อธุรกิจ
โดยคำนึงถึงหลักความคุ้มค่าและกำหนดมาตรการรองรับ
ความเสียงที จะเกิดขึ้น (พิพัฒน์ ยอดพฤติการ, 2551ข: 1)
หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงส่งเสริมให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้อย่างยัง
ยืนในระยะยาว
และสร้างความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ธุรกิจทีใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจะ
แข่งขันอย่างพอประมาณตามศักยภาพของตนเอง
โดยทำธุรกิจทีมีความชำนาญหรือสร้างความรู้
เพือพัฒนาตนเองให้มีความสามารถในการแข่งขันที
ดีขึ้น
ดังนัน หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจึงไม่สนับสนุนระบบเศรษฐกิจปิดที่ไม่เกี่ยวข้องกับ
ใครไม่ค้าขาย ไม่ส่งออก
หรือหันหลังให้กับกระแสโลกาภิวัตน์ แต่เป็นปรัชญาที่เน้นการพัฒนาอย่างเป็น
29
ขันตอนบนรากฐานทีเข้มแข็ง
โดยองค์กรธุรกิจต้องรู้เท่าทันความสามารถของตนเอง ใช้หลักตนเป็นท ีพง
ของตนเองให้ได้ก่อน
จากนั้นจึงพัฒนาตนเอง เพ ือให้ธุรกิจมีคุณภาพและเข้มแข็งขึ้น สามารถเป็นทีพึงแก่
ผู้อื่นได้ และนำไปสู่สังคมทีมีการเกื้อกูลซึงกันและกันได้ในทีสุด (สุทิน ลีปิ ยะชาติ, นริสา พิชัยวรุตมะ
และอาทิสุดา ณ
นคร,
2550: 9)
จากการรายงานของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย
เรือง
“เศรษฐกิจ
พอเพียงกับการพัฒนาคน” ในปี 2550 ได้สนับสนุน การนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ใน
ภาคธุรกิจว่า เศรษฐกิจพอเพียงช่วยยกระดับความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท
ด้วยการสร้างข้อปฏิบัติ
ในการทำธุรกิจทีเน้นผลกำไรระยะยาวในบริบททีมีการแข่งขัน
การบริหารธุรกิจให้เกิดกำไรในโลก
ทุกวันนีh มีความซับซ้อนมากกว่าการคิดถึงต้นทุนและผลตอบแทน ธุรกิจต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
จากทุกกลุ่ม ตังแต่นายจ้างไปจนถึงลูกค้าและสังคมโดยรวม
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยังต้องตระหนักถึงความ
เียงทีมีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในสภาพแวดล้อมทีมีการแข่งขันสูงและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างผู้นำ
ธุรกิจกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในองค์กรรวดเร็ว (สุทิน ลปี ิยะชาติ, นริสา พิชัยวรุตมะ และอาทิสุดา
ณ นคร, 2550 : 8) จะเห็นได้ว่า แท้จริงแล้วปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักการเกี่ยวกับการพัฒนา
ตนเอง เพื่อเพมิ
ความสามารถในการตอบสนองกิจการต่างๆ รอบด้าน โดยไม่ จำกัดเฉพาะภาคเกษตร
องค์กรทีต้องการเติบโตได้อย่างยัง
ยืนท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์จำเป็นต้องนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ไปประยุกต์ใช้
ซึงไม่ขัดกับหลักการแสวงหากำไร โดยอยู่บนพื้นฐานของการไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น
และคำนึงถึงความเสี่ยงที่จะกระทบต่อธุรกิจ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น